5 สัญญาณเตือน ติดกับดัก Productive แต่ไม่ก้าวหน้า
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเทรนด์การทำงานแบบ Productive นั้นเป็นกระแสนิยม หรือเรียกได้ว่าไฮป์มากในสังคมการทำงาน ไม่ว่าใครก็อยากจะเป็นคนเก่งที่หยิบจับอะไรก็สร้างคุณค่าให้กับบริษัทกันทั้งนั้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความโปรดักส์ทีฟที่มากเกินไปก็เริ่มส่งผลให้ต้องเผชิญกับความกดดัน ใช้ชีวิตอยู่กับการต้องมีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ตลอดเวลา จนเกิดเป็นกระแสตีกลับที่ทำให้ต้องเริ่มกลับมาถามตัวเองจริงจังแล้วว่า การทำงานแบบ Productive นั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ “ดี” ที่ว่านั้น คือ ดีกับใคร?
สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันคือความก้าวหน้าจริง ๆ หรือเป็นเพียงความขยันที่ไร้ทิศทาง เพียงเพื่อช่วยให้งานคนอื่นเสร็จสิ้น ขณะที่ทักษะหรือความก้าวหน้าส่วนตัวของตัวเองกำลังย่ำอยู่กับที่
ลองมาเช็กตัวเองไปพร้อมกันว่าเรากำลังติดกับดักขยันแต่ไม่โตอยู่หรือไม่ พร้อมแนวทางปลดล็อกตัวเองสู่ความสำเร็จที่จับต้องได้จริง
5 สัญญาณเตือน ติดกับดัก Productive แต่ไม่ก้าวหน้า
1. ยุ่งทั้งวัน แต่ไม่มีงานเป็นชิ้นเป็นอัน
หลายคนฟินกับการได้ติ๊ก To-do list หรือ ขีดฆ่าตารางงานในแต่ละวันไปทีละงาน ๆ แต่เมื่อดูรายละเอียดดี ๆ กลับพบว่างานเหล่านั้นเป็นเพียงงานยิบย่อย หรือ งานที่ไม่ได้ส่งผลต่อเป้าหมายใหญ่ ส่วนงานสำคัญที่มีผลต่อการเลื่อนตำแหน่ง หรือเปลี่ยนชีวิตกลับถูกดองไว้
2. เรียนทุกคอร์ส สะสมใบเซอร์เต็มพอร์ต
อาการเสพติดความรู้เป็นอีกหนึ่งกับดักที่น่ากลัว ลงตารางเรียนคอร์สฟรีไว้แน่นเอี๊ยด กด Save โพสต์ความรู้เอาไว้อ่านย้อนหลัง หรือเก็บใบประกาศนียบัตรออนไลน์ไว้เต็มพอร์ต แต่ในพาร์ทการใช้งาน ก็อาจจะยังไม่เคยหยิบความรู้เหล่านั้นมาทดลองสร้างโปรเจกต์หรือปรับใช้กับชีวิตจริงเลยสักครั้ง
3. ปฏิเสธใครไม่เป็น ทุกงานคืองานของเรา<
การเป็นที่พึ่งของทีมเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าการแบกรับปัญหารายวันของทุกคนทำให้ไม่มีเวลาโฟกัสเป้าหมายของตัวเอง สิ่งนั้นก็อาจดาบสองคมได้ เพราะเราจะกลายเป็นคนใจดีที่คอยช่วยซัพพอร์ตคนอื่น แต่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ตัวเอง เมื่อถึงเวลาประเมินผลงานย่อมเสียเปรียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กว่าจะรู้ตัวก็ย้อนกลับมาแก้ไขไม่ได้เพราะหมดปีเรียบร้อยแล้ว
4. วัดความสำเร็จด้วย "ชั่วโมงที่ทำ" ไม่ใช่ "ผลลัพธ์"
นั่งทำงานจนดึกดื่นเพราะปริมาณงานล้น จนต้องขยับเอางานเอกสาร งานรูทีน งานที่ไม่จำเป็นต้องติดต่อผู้คนมาทำนอกเวลา รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่มีแค่เราเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบ แต่การวัดความสำเร็จด้วยระยะเวลาการทำงานอาจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนัก เพราะหากชั่วโมงที่ยาวนานนั้นไม่ได้สร้างมูลค่าใดเพิ่มขึ้น เป็นเพียงการขยับงานปริมาณมากมาทำนอกเวลาเท่านั้น ปัญหาอาจอยู่ที่ “ระบบการทำงาน” ที่ขาดประสิทธิภาพ
5. เหนื่อยล้าตลอดเวลา แต่ตอบไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร
ถ้าร่างกายและสมองเริ่มฟ้องด้วยภาวะหมดไฟ เหนื่อยล้าเรื้อรัง หรือทั้งมีงานที่ทำสำเร็จอยู่ตรงหน้า แต่ลึก ๆ ข้างในกลับรู้สึกว่างเปล่า ระแวงว่าตัวเองยังพยายามไม่พอ อาการแบบนี้เรียกว่า Toxic Hustle คือภาวะคลั่งความสำเร็จและผลงานจนเกินพอดี ผูกติดคุณค่าในชีวิตอยู่กับจำนวนงานที่ทำได้ในแต่ละวัน ซึ่งสิ่งนี้จะบ่อนทำลายทั้งสุขภาพและแรงบันดาลใจในระยะยาว
3 แนวทางหยุดวังวน “ยุ่งจนไม่มีเวลา”
การจะก้าวข้ามจากลูปความยุ่งเหยิงที่ไร้ทิศทาง สู่การเป็นคนก้าวหน้าที่ไม่ต้องรู้สึกว่าเหนื่อยฟรี สามารถเริ่มต้นปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการทำงานได้ด้วย 3 แนวคิดต่อไปนี้
จัดระเบียบความคิด เลิกขยันแบบไร้ทิศทาง
ขั้นตอนแรกคือการหยุดวิ่งตามทุกอย่างแล้วจัดระเบียบความคิดใหม่ เขียนภาระงานทั้งหมดออกมาเพื่อให้เห็นภาพรวม จากนั้นจัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน มองให้ออกว่าอะไรคือ Key สำคัญที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเราและองค์กร อะไรที่เป็นงานรองที่ควรตัดทิ้ง หรือสามารถส่งไม้ต่อให้คนอื่น หรือหาเครื่องมืออื่นทำแทน การรู้จักปฏิเสธงานที่ไม่ใช่หน้าที่หลักอย่างมีศิลปะจะช่วยทวงคืนเวลาที่มีค่าของเรากลับมาได้
เลือกทำสิ่งสำคัญด้วย กฎ 3 สิ่ง (The Rule of 3)
ลองเปลี่ยนจากการเขียนตารางงานยาวเหยียด มาเป็นการเลือกงานใหญ่ที่มีผลกระทบต่อเป้าหมายหลักขององค์กรหรือชีวิตจริง ๆ เพียง 3 อย่างในแต่ละวัน แต่กฎคือ เมื่อเลือกมาแล้วเราต้องพยายามโฟกัสในการทำ 3 สิ่งนั้นให้ได้ตามเป้าหมาย เมื่อทำเสร็จแล้วคือจบ แยกย้ายไปใช้ชีวิต หรือถ้าอยากจะหยิบงานเล็กๆ มาทำต่อก็ไม่ว่ากัน แต่ต้องโฟกัสงานที่สำคัญจริง ๆ ก่อน วิธีนี้จะช่วยลดอาการสมองล้าได้ดีกว่าการสลับงานไปมา และเห็นความคืบหน้าได้ชัดเจน
Learn & Do เรียนแล้วทำทันที
เลิกพฤติกรรมสะสมคอร์สเรียนไปเรื่อย ๆ มาเป็นผู้ลงมือทำ เมื่อเรียนรู้อะไรใหม่มา 1 อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้เครื่องมือดิจิทัล หรือสูตรคำนวณใหม่ ให้หาโอกาสหยิบมาปรับใช้กับงานปัจจุบันทันทีภายใน 24 ชั่วโมง จะเป็นจุดเล็กน้อยแค่ไหนก็ได้ เพราะการลงมือทำจริงจะช่วยเปลี่ยนความรู้ในหัวให้กลายเป็นทักษะที่ติดตัวอย่างได้ง่ายขึ้น ดีกว่าการเก็บใบรับรองไว้ในไดรฟ์เฉยๆ โดยไม่ได้ใช้งาน
ไม่ว่าจะเป็นสูตรคำนวณใหม่ เทคนิคการเขียนคอนเทนต์ หรือเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล การลงมือทำจริงจะช่วยเปลี่ยนความรู้ในหัวให้กลายเป็นทักษะที่ติดตัวอย่างยั่งยืน
เปลี่ยนความขยันให้เป็นค่าตัว
หากจำนวนชั่วโมงที่นั่งหลังขดหลังแข็งหน้าจอไม่ได้ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ตัวเรา ก็จำเป็นที่จะต้องหันมาขยันให้ถูกเรื่อง เพราะความก้าวหน้าที่แท้จริงเกิดจากการขยันให้ถูกทิศทาง และมีทักษะเฉพาะทางที่พิสูจน์ได้
การเลือกอัปสกิลที่ตลาดกำลังต้องการ หรืออัปสกิลที่จะช่วยเปลี่ยนกองงานหนา ๆ งานรูทีนที่ต้องทำซ้ำ ๆ ให้เสร็จไวขึ้น หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนมันให้เป็นระบบ Automation ด้วยตัวเองได้เลย คือสกิลที่จำเป็นมากในตอนนี้
ทักษะดิจิทัลและเครื่องมือทำงานแบบ Smart Tools
ก่อนจะไปจับโปรเจกต์ขนาดใหญ่ อย่าเพิ่งมองข้ามเครื่องมือที่ต้องเปิดใช้งานบ่อย ๆ อย่างโปรแกรมสำนักงาน คลาวด์ และอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ เชื่อหรือไม่ว่าคนจำนวนมากยังใช้ฟังก์ชันได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ต้องเสียเวลาทำงานแบบเดิม ๆ ซ้ำซากไปหลายชั่วโมงต่อวัน
เรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Generative AI Foundations
เพื่อเข้าใจคอนเซ็ปต์การใช้งานเครื่องมือที่วันนี้จะไม่รู้ไม่ได้แล้ว ทั้งในบริบทส่วนตัวและการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามหลักจริยธรรม เข้าใจผลกระทบในมุมต่าง ๆ
อัปเลเวลการใช้โปรแกรมสำนักงานยอดฮิต อย่าง Word, Excel และ PowerPoint
ด้วยสกิลที่เป็นมาตรฐานจากใบรับรอง Microsoft Office Specialist (MOS) จะช่วยทุ่นแรงและลดเวลาทำงานในแต่ละวันไปได้เยอะมาก
วางฐานรากไอทีให้แข็งแรง
ยืนยันทักษะการใช้ดิจิทัลขั้นพื้นฐานที่พนักงานยุคใหม่ทุกคนต้องมีเพื่อความปลอดภัยและการทำงานที่คล่องตัวด้วย IC3 Digital Literacy Certification ใบรับรองที่เหมาะจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสายงาน
ลองถอยออกมาตั้งหลัก เลือกทักษะที่ใช่กับเป้าหมายชีวิตจริง ๆ แล้วลงมือทำทีละนิดอย่างมีทิศทาง เพราะสุดท้ายแล้วความก้าวหน้าที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่ว่าคุณยุ่งแค่ไหนในแต่ละวัน แต่วัดจากคุณค่าของผลงานและเวลาชีวิตที่คุณทวงคืนกลับมาได้

